Skip to content

Floral Inspiration Edutainment

RakDok (รักดอก)

9 วิธียืดอายุดอกไม้ให้เบ่งบานนานกว่าที่เคย เพราะความสวยชะลอได้


  • 28 กันยายน 2020
  • 383 Views
9 วิธียืดอายุดอกไม้ให้เบ่งบานนานกว่าที่เคย เพราะความสวยชะลอได้

รั้งดอกไม้อย่างไรให้อยู่กับเราได้นานที่สุด

    กลิ่นหอมธรรมชาติที่ซึมแทรกเข้าไปช่วยบำบัดส่วนลึกของใจเรา เป็นความสามารถที่ดอกไม้สดเท่านั้นจะทำได้ เมื่อคุณสมบัติชนะเลิศขนาดนี้ มนุษย์จึงขวนขวายหาเทคนิคและวิธีช่วยยืดอายุความสวยในแจกันให้ยืนนานมากกว่าที่เคย ปล่อยปละละเลยความสวยของเราไม่ได้ยังไง ก็ปล่อยให้ดอกไม้โรยราไปง่าย ๆ ไม่ได้ฉันนั้น เรียนรู้เทคนิคยืดอายุดอกไม้ไปพร้อม ๆ กัน แล้วเราจะได้ดื่มด่ำความงามของพวกมันเพิ่มขึ้น

    1. เลือกแจกันดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

    Put the right flowers in the right vase! เพราะแจกันที่คุณใช้จะกลายเป็นบ้านใหม่ของดอกไม้ และถ้าบ้านอยู่สบาย ผู้อาศัยก็ย่อมมีสุขภาพดี  ความจริงก็คือแจกันทรงสูงอาจไม่ใช่บ้านที่ถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะสำหรับดอกไม้ที่มีดอกขนาดใหญ่ทั้งในยามตูมและบาน (ยกตัวอย่างเช่นดอกโบตั๋น เป็นต้น) แจกันที่เหมาะสมกับดอกไม้ลักษณะนี้คือแจกันทรงเตี้ยที่มีปากค่อนข้างกว้าง เพราะการต้องตัดก้านดอกให้สั้นตามทรงแจกันจะทำให้ดอกไม้ดูดซึมน้ำได้เร็วกว่า และก้านยังไม่ต้องรับน้ำหนักของดอกเป็นเวลานานซึ่งอาจทำให้พับงอหรือเหี่ยวเฉา อีกทั้งแจกันปากกว้างยังมีพื้นที่ให้ดอกไม้บานได้อย่างเต็มที่ ไม่เกิดการเบียดเสียดจนก้านดอกช้ำหรือหักงอ แต่ถ้าคุณรักแจกันทรงสูงก็ยังใช้ได้ เพียงแต่มันจะเหมาะกับดอกไม้ขนาดไม่ใหญ่และน้ำหนักเบามากกว่านะ

    2. ทำความสะอาดแจกันก่อนใช้งานเสมอ 

    เพราะแจกันที่ไม่สะอาด อาจนำมาซึ่งแบคทีเรียหรือเชื้อจุลินทรีย์ ที่จะส่งผลให้ดอกไม้เน่าเสียได้เร็วขึ้น การทำความสะอาดแจกันจึงนับเป็นกุญแจสำคัญอีกหนึ่งอย่าง ควรล้างแจกันให้สะอาด จากนั้นใช้น้ำร้อนหรืออุ่นจัดล้างแจกันเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค การใช้น้ำยาฟอกขาวในปริมาณเจือจางก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับทำความสะอาดแจกันได้ดี ที่สำคัญคือต้องคว่ำแจกันให้แห้งสนิท เพราะการใช้ผ้าเช็ดหลังทำความสะอาด อาจจะยังทิ้งความชื้นเอาไว้ที่ด้านในพื้นผิวได้ และนั่นอาจเป็นต้นเหตุการก่อเชื้อโรคที่ทำให้ดอกไม้ของคุณโรยรา

    3. ระดับน้ำในแจกันก็สำคัญนะ

    น้ำเต็มแจกันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ดอกไม้เบ่งบานได้นานขึ้น เพราะปริมาณน้ำซึ่งพอดีจะเป็นตัวช่วยที่ได้ผลกว่า หลักการกว้าง ๆ ในการเลือกระดับน้ำให้เหมาะสมกับดอกไม้ก็คือ หากคุณใช้ไม้ดอกที่มีก้านแข็งเช่นกุหลาบ ปริมาณน้ำที่ใส่ควรจะอยู่ประมาณ 2 ใน 3 ของแจกัน แต่ถ้าเป็นดอกไม้ก้านนุ่มเช่นดอกทิวลิป ปริมาณน้ำที่ใช้ควรอยู่ในระดับแค่ไม่เกินครึ่งหนึ่งของแจกัน ง่าย ๆ แต่สำคัญไม่น้อยเลยเชียว

    4. น้ำอุ่นดีต่อดอกไม้มากกว่าน้ำเย็น

    ลบความเชื่อเดิม ๆ ที่เราเคยคิดว่าน้ำเย็นจะสร้างความสดชื่นให้กับดอกไม้มากกว่า เพราะในความเป็นจริงแล้ว หลังจากตัดปลายก้านดอกไม้เรียบร้อย ควรนำก้านไปจุ่มเอาไว้ในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 43 – 44 องศาเซลเซียสทันที จากนั้นนำภาชนะที่แช่ดอกไม้อยู่ไปวางไว้ในที่ที่อากาศค่อนข้างเย็นประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง กระบวนการนี้เรียกว่า Hardening Off ซึ่งโมเลกุลของน้ำที่อุณหภูมิประมาณนี้จะเคลื่อนที่เข้าสู่ก้านและดอกได้เร็วกว่าน้ำเย็น ทำให้ดอกไม้ดูดซึมน้ำได้ในปริมาณที่เต็มอิ่มขึ้น เป็นการช่วยยืดอายุความสวยของดอกไม้ให้ยาวนานกว่า 

    5. ตัดดอกไม้ให้ถูกวิธี

    หากคุณใช้ไม้ดอกซึ่งปลูกเองที่บ้าน เวลาในการตัดคือสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ ช่วงที่เหมาะจะตัดดอกไม้มาใช้งานมากที่สุดคือช่วงเช้ามืด เพราะอากาศที่เย็นสบายจะทำให้ดอกไม้จะสูญเสียน้ำในตัวน้อยกว่ากลางวัน แถมยังมีความชื้นจากน้ำค้างตอนค่ำเหลืออยู่ หรือจะรดน้ำก่อนตัดอีกซักรอบก็ยังได้ เพื่อให้ดอกไม้อิ่มน้ำ และคงความสดสวยได้นานขึ้น ควรตัดก้านดอกให้มีลักษณะเฉียงประมาณ 45 องศา เพื่อให้มีพื้นที่หน้าตัดกว้างกว่าการตัดตรง ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการซึมซับน้ำให้มากขึ้น เครื่องมือที่คมกริบจะทำให้รอยตัดไม่ช้ำ การดูดซึมและลำเลียงน้ำไปยังส่วนดอกจึงทำได้ดี สำหรับดอกไม้ที่อ่อนไหวง่ายอย่างดอกกุหลาบ ควรนำไปตัดขณะที่แช่ก้านไว้ในน้ำ เพื่อป้องกันอากาศเข้าไปด้านใน ซึ่งจะขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่ไปหล่อเลี้ยงส่วนดอกและทำให้ดอกไม้เหี่ยวเร็วขึ้น

    6. อาบน้ำทำความสะอาดดอกไม้ทุกวัน

    ดอกไม้ก็เหมือนคนเรา ที่ชอบใช้ชีวิตสะอาดปราศจากคราบไคล และนั่นทำให้การเปลี่ยนน้ำกลายเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญ ถ้าไม่ลำบากจนเกินไป อยากแนะนำให้เปลี่ยนน้ำในแจกันใหม่ทุกวัน เมื่อเทน้ำทิ้ง ทำความสะอาดคราบสกปรกต่าง ๆ ในแจกันให้เรียบร้อย ก่อนเติมน้ำอุณหภูมิห้องลงไปใหม่ เล็มปลายก้านดอกไม้ขึ้นมาจากเดิม 1 – 2 นิ้ว เด็ดใบที่จะจมน้ำในแจกันรวมถึงดอกที่เหี่ยวเฉาทิ้งให้หมด เพราะใบที่แช่น้ำมักจะเน่าและสร้างแบคทีเรีย ในขณะที่ดอกซึ่งเหี่ยวเฉาจะปล่อยก๊าซเอทิลีนออกมา ส่งผลให้ดอกอื่นเริ่มโรยราตามไปด้วย การเปลี่ยนน้ำและทำความสะอาดบ่อย ๆ จึงจะช่วยให้เกิดเชื้อโรคในแจกันน้อยลง ตัดแต่งเสร็จแล้วให้รีบปักดอกไม้คืนลงไปในน้ำที่เตรียมไว้ทันที เพื่อที่พวกมันจะมีเวลาดูดเชื้อโรค ฝุ่น และอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยทำลายความสดได้น้อยที่สุด ข้อสำคัญคือพยายามจับที่ก้านมากกว่าบริเวณดอก เพราะความร้อนจากร่างกายเราอาจมีส่วนทำให้ดอกไม้แห้งและเหี่ยวเฉาได้อีกด้วย

    7. เพิ่มอาหารและสารถนอมดอกไม้

    น้ำอาจเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ดอกไม้ในแจกันคงอยู่ได้ แต่ถ้าอยากให้ยั่งยืนกว่านั้น การเสริมธาตุอาหารและช่วยเพิ่มสารฆ่าเชื้อโรค นับเป็นอีกหนึ่งวิถีทางที่ทำให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันตามร้านขายดอกไม้หรือต้นไม้มักมี ‘อาหารดอกไม้’ ให้ซื้อหามาใช้กันได้อย่างสะดวก ซึ่งส่วนใหญ่มีคุณสมบัติในการเพิ่มพลังงาน ปรับค่า ph ในน้ำ รวมถึงช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งหลาย แต่ถ้าอยากปรุงตัวช่วยเหล่านี้ด้วยตัวเองก็ไม่ยากอะไร แค่ใช้น้ำมะนาวโซดาหรือน้ำอัดลมที่มีสีใสในสูตรหวานปกติ 1 ส่วน ผสมกับน้ำเปล่าอีก 3 ส่วน จากนั้นหยดน้ำยาฟอกขาวลงไปประมาณ 2 – 3 หยด ผสมให้เข้ากัน น้ำตาลจะเป็นอาหารของดอกไม้ ในขณะที่สารฟอกขาวจะช่วยฆ่าเชื้อโรค หรือจะใช้น้ำเปล่า 1 ลิตร ต่อน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลอีก 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับสารฟอกขาว 2 – 3 หยดก็ได้ จากนั้นนำน้ำที่ปรุงไว้ไปใส่แจกันปักดอกไม้ แล้วคุณจะได้ความสวยที่ยืนยาวกว่าเดิม

    8. เลือกกลุ่มดอกไม้ให้ถูกต้อง

    ไม่ใช่ดอกไม้ทุกประเภทที่จะอยู่ร่วมกันได้ แดฟโฟดิลและไฮยาซินธ์คือสองไม้ดอกอันตรายที่ไม่ควรนำไปจัดแจกันร่วมกับดอกไม้อื่น เพราะพวกมันจะมีสารเคมีเฉพาะตัวที่ส่งผลให้ดอกไม้ในแจกันเหี่ยวเฉาลงได้ หรือหากคุณเลือกใช้ดอกไม้ที่มียางอย่างเช่นดอกไม้ที่โตจากหัวหรือเหง้าทั้งหลาย ควรปล่อยให้ยางของพวกมันไหลออกมาจากก้านให้หมด หรือนำไปล้างน้ำอุ่นให้หมดยางก่อนนำไปปักแจกัน เนื่องจากยางเหล่านั้นอาจเกาะตัวและขวางทางลำเลียงน้ำจากก้านไปสู่ดอก แล้วคิดดูซิว่าดอกไม้ที่ได้รับน้ำหรืออาหารไม่เต็มที่ จะมีชีวิตชีวาและความงามให้เราเสพแบบยาว ๆ ได้ยังไง?

    9. อย่าตกม้าตายเพราะไม่เลือกตำแหน่งวาง

    เมื่อเราทำกระบวนการถนอมดอกไม้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ภารกิจสุดท้ายคือการนำไปวางตกแต่งเพิ่มความชื่นใจให้มุมต่าง ๆ ในอาคาร ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญอีกหนึ่งอย่าง ควรเลือกตำแหน่งวางที่ห่างไกลจากแสงแดดและความร้อน เช่นบริเวณใกล้หน้าต่างที่มีแดดส่องเข้ามาได้ หรือแม้กระทั่งใกล้กับที่ตั้งของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปล่อยไอความร้อนค่อนข้างสูงอย่างคอมเพรสเซอร์แอร์ เตาแก๊ส คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งทีวี และที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ คือห้ามวางดอกไม้เอาไว้ใกล้กับผลไม้ เนื่องจากพวกมันจะปล่อยก๊าซเอทิลีนออกมาทีละนิดหน่อย ซึ่งเป็นพิษต่อดอกไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ทำให้พลอยเหี่ยวเฉาลงไปในเวลาอันรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

    หากอ่านให้ถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าแม้จะเต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยิบ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะทำได้ เพราะอย่าลืมว่าดอกไม้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิต พวกมันจึงต้องการการดูแลเอาใจใส่ที่เต็มไปด้วยดีเทลไม่ต่างจากคนหรือสัตว์เลี้ยงของเราเช่นกัน หากดูแลพวกมันอย่างเต็มที่ บรรดาไม้ดอกก็จะตอบแทนอย่างดี ด้วยความงามที่สร้างชีวิตชีวาและพาให้จิตใจของคุณสดใส และอะไรจะดีไปกว่าการมีสุขภาพจิตและอารมณ์ที่ดีกันล่ะ

อ้างอิง

https://www.flyingflowers.co.uk
https://decor.mthai.com
https://th.wikihow.com
https://www.womansday.com
https://www.businessinsider.com

Sudsaijai

Previous Posts


No posts were found!

Recent Posts


จากกลีบดอกไม้ร้อยสีสัน สู่เหล่าแมลงหลากชนิด

RakDok HOROSCOPE ทำนายดวงชะตา ๑๒ ราศีระหว่างวันที่ ๑๖ ถึง ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ โดย ศรีปราชญ์

  • Horoscope
  • ศรีปราชญ์
  • 348 Views

เทรนด์ดอกไม้มือสอง การใช้ดอกไม้ซ้ำเพื่อลดโลกร้อน

  • Press
  • รตา มนตรีวัต

RakDok Ep.9 : ดอกไม้แห่งความรัก (Flowers of Love)

Niralai : ดอกไม้เพื่อพ่อ “Flowers for the Father”

Niralai : ดอกไม้เพื่อพ่อ คือ… ความฝันอันสูงสุด