Skip to content

Floral Inspiration Edutainment

RakDok (รักดอก)

5 ดอกไม้ ที่ไม่ว่าใครก็อยากเบือนหน้าหนี


  • 6 กรกฎาคม 2020
  • 615 Views
5 ดอกไม้ ที่ไม่ว่าใครก็อยากเบือนหน้าหนี

    ไม่ใช่ดอกไม้ทุกดอกจะน่าดู น่าชม และน่าดอมดม

    ขึ้นชื่อว่า ‘ดอกไม้’ นิยามที่ติดกายมาย่อมหมายถึงสิ่งมีชีวิตที่คอยประดับประดาโลกนี้ให้มีสีสันสวยงาม แถมหลายดอกยังมาพร้อมกับความหอมจรุงใจ หากก็มิใช่ดอกไม้ทุกดอกหรอกนะ ที่จะน่าดู น่าชม น่าดอมดมไปซะหมด เพราะโลกยังได้สร้างสรรค์ดอกไม้ตามธรรมชาติที่หน้าตาชวนสยอง มองได้เพียงแวบเดียวก็ต้องเบือนหน้าหนี และยังมีกลิ่นสุดสะพรึง ซึ่งแค่นึกภาพตามก็ต้องอุดจมูกร้องยี้ แต่ละดอกจะชวนให้หันหน้าหนีขนาดไหน ไปทำความรู้จักกันได้เลย

Stinky Squid (Pseudocolus fusiformis)

    ดอกไม้หน้าตาพิลึกกึกกือซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกตระกูลเห็ดดอกนี้ มีลักษณะของดอกที่คล้ายกับหนวดปลาหมึกยักษ์สีส้มผุดขึ้นมาจากดิน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ชวา และฟิลิปปินส์ โดยปกติแล้วในหนึ่งดอกจะแบ่งหนวดหรือกลีบออกเป็น 3 กลีบใหญ่ ซึ่งมีส่วนโคนและปลายด้านบนของดอกเชื่อมต่อกัน และแน่นอนว่าชื่อ ‘ปลาหมึกเหม็น’ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย เพราะเจ้าดอกนี้จะส่งกลิ่นเหม็นอับปนกลิ่นเน่า คลุ้งออกมาจากเมือกสีเขียวหรือสปอร์ที่เรียกว่า ‘Gleba’ ซึ่งเกาะอยู่บนกลีบด้านใน เพื่อใช้ล่อให้แมลงเข้ามาช่วยกระจายสปอร์ของมัน เป็นการขยายพันธุ์ต่อไป ที่น่าสนใจคือเจ้าดอกนี้สามารถกินได้ แต่คงเพราะกลิ่นที่ชวนให้สะอิดสะเอียนมากกว่าน่ากินนั่นละ ทำให้มันรอดพ้นจากการเป็นอาหารทั้งจากคนและสัตว์มาได้ – – ต้องยกความดีให้กับกลิ่นสุดยี้จริงๆ

Titan Arum (Amorphophallus titanum)

    นี่คือหนึ่งในดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ว่ากันว่าสูงที่สุดได้ถึงประมาณ 6 เมตร พบได้บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ดูจากในรูปอาจคิดว่ามันก็ว้าวดีนี่ ใช่มั้ย? แต่หากคุณได้เห็นเจ้าดอกนี้กับตาตัวเองเมื่อไหร่ อาจจะผงะถอยหลังหนีกันแทบไม่ทัน เพราะชาวอินโดนีเซียรู้จักเจ้าดอกนี้ในนาม ‘Bunga Bangkai’ ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ‘ดอกซากศพ’ เพราะเจ้าดอกไม้ยักษ์ดอกนี้ จะปล่อยกลิ่นคล้ายกลิ่นเนื้อเน่าออกมารอบๆ เพื่อดึงดูดให้แมลงวันหรือด้วงบางชนิดเข้ามาหา โดยกลีบดอกสีแดงจะช่วยลวงตาให้ดูคล้ายว่ามันเป็นชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ ส่วนปลายของดอกยังมีอุณหภูมิสูงใกล้เคียงกับร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสมจริงในการล่อบรรดาแมลงกินเนื้อทั้งหลายให้เข้ามาช่วยทำหน้าที่ผสมเกสร โดยดอกจะเริ่มบานครั้งแรกเมื่อมีอายุราวๆ 7 – 10 ปี และการบานครั้งต่อไปนั้นอาจใช้เวลาต่างกันไปในแต่ละต้น บางต้นทุก 2 – 3 ปี แต่บางต้นอาจจะต้องรออีก 7 – 10 ปี จึงจะได้ชมเจ้าดอกกันอีกครั้ง

Dead Horse Arum Lily (Helicodiceros muscivorus)

    ดอกไม้ที่มีฟอร์มคล้ายลิลลี่ผสมกับหน้าวัวดอกนี้ ยามพร้อมขยายพันธุ์ พวกมันสามารถเพิ่มอุณหภูมิของดอกให้สูงขึ้นเพื่อล่อแมลงต่างๆ โดยเฉพาะแมลงวันให้เข้ามาหา เมื่อประกอบกับกลิ่นเน่าสุดสยองเหมือนม้าตายที่ชวนให้คลื่นเหียน เพิ่มความสมจริงด้วยขนสีคล้ำ ให้ความรู้สึกขนลุกขนชันซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งดอก ยิ่งทำให้เหล่าบรรดาแมลงวันถูกใจ และเชื่อว่านี่คือเนื้อม้าที่เน่าเปื่อยได้แบบสมจริง แมลงจะถูกล่อให้หลงเข้าไปอยู่ด้านในของดอกตัวเมียหนึ่งวันเต็มๆ เพื่อให้ละอองเรณูของเกสรดอกไม้นั้นเคลือบตัวพวกมันไว้ ก่อนที่วันรุ่งขึ้นกลไกของดอกไม้จะปล่อยแมลงทั้งหลายเป็นอิสระ เพื่อให้มันทำหน้าที่ผสมพันธุ์ยามไปสัมผัสกับเกสรดอกอื่นต่อไป ดอกไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมือง Corsica ประเทศฝรั่งเศส เกาะ Sardinia ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และหมู่เกาะ Balearic Islands ทางตะวันออกของสเปน

Stinking Root Parasite (Hydnora africana)

    นับเป็นดอกไม้ซึ่งมีรูปลักษณ์ชวนให้นึกถึงหนังไซไฟสยองขวัญแนวเอเลี่ยนได้แบบไม่เป็นสองรองใคร สำหรับเจ้าดอกไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณทะเลทรายทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาดอกนี้ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นพืชซึ่งอยู่ในตระกูลของพืชกาฝากอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว พวกมันยังมีกรรมวิธีที่ชาญฉลาดในการอยู่รอด ด้วยการใช้ชีวิตเกาะกินอยู่กับรากของพืชทะเลทรายซึ่งอยู่ใต้ดิน และจะโผล่ขึ้นมาเฉพาะตัวดอกเมื่อต้องการขยายพันธุ์ จากนั้นมันจะปล่อยกลิ่นที่คล้ายกับอุจจาระออกมาเพื่อดึงดูดแมลงจำพวกด้วงบางชนิดให้เข้ามาหา และปล่อยพวกมันออกไปในราวๆ 2 – 3 วันให้หลัง เมื่อมั่นใจว่าละอองเกสรของดอกนั้นติดตัวแมลงไปมากพอแล้ว จากนั้นพวกแมลงก็จะนำเกสรและเมล็ดติดตัวไปขยายพันธุ์ยังพื้นที่ต่างๆ ต่อไป แม้ว่าเจ้าดอกนี้จะสามารถนำมาเป็นอาหารและสมุนไพรได้ แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะขอใช้พวกมันเป็นตัวเลือกสุดท้ายมากกว่า หรือคุณว่าไง?

Western Skunk Cabbage (Lysichiton americanus)

    แม้ว่าหน้าตาของเจ้าดอกนี้จะถือว่าอยู่ในโหมดพอรับไหว แต่สิ่งที่จะทำให้ใครต่อใครอยากเบือนหน้าหนีนั้น คงต้องยกให้กับกลิ่น เพราะแค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นกะหล่ำสกั๊งค์ เจ้าดอกนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ หน้าตาดอกมีลักษณะคล้ายดอกหน้าวัวหรือเดหลีสีเขียวอมเหลือง ซึ่งมีความสูงจากพื้นเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น โดยเจ้าดอกนี้จะส่งกลิ่นเหม็นฉุนเพื่อล่อแมลงให้เข้ามาช่วยผสมพันธุ์ และแม้จะนับอยู่ในหมวดของดอกไม้ที่สวยแต่รูป จูบไม่ลง หากดอกกะหล่ำสกั๊งค์ก็ยังมีประโยชน์ในตัวอีกหลากหลาย ในช่วงหลังจากหน้าหนาว หมีที่เพิ่งพ้นจากการจำศีลระยะยาวมักจะกินดอกนี้เข้าไปเพื่อใช้เป็นยาระบาย ชนเผ่าพื้นเมืองนั้นใช้เจ้าดอกนี้รักษาแผลไฟไหม้ หรือใช้กินเป็นอาหารในคราวอดอยาก หากก็ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร เนื่องจากมีสารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ลิ้นหรือลำไส้ และอาจส่งผลถึงตายได้หากกินเข้าไปเป็นปริมาณมาก

Sudsaijai

Previous Posts


  • 4 กรกฎาคม 2020
  • 831 Views

รวมดอกไม้หน้าตาคล้ายสัตว์

    ท่องไปในสวนสัตว์ดอกไม้ ชมความน่าเอ็นดูของเหล่าสัตว์ร้ายในร่างดอกไม้น้อย     ความน่าอัศ

Recent Posts


ตามรอยนิทานดอกไม้ ‘มหัศจรรย์แดนมาลี’ RakDok Floral Destination : Return to Innocence

  • Event
  • Joe Rainforest
  • 157 Views

กระชับสัมพันธ์ที่ถูกละเลย ผ่านการปักดอกไม้ลงสิ่งของในความทรงจำ

RakDok HOROSCOPE ทำนายดวงชะตา ๑๒ ราศีระหว่างวันที่ ๑๖ ถึง ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ โดย ศรีปราชญ์

  • Horoscope
  • ศรีปราชญ์
  • 274 Views

คู่มือท่องเที่ยวและค้นหา มีอะไรซ่อนอยู่ใน RakDok Campsite

  • Event
  • Joe Rainforest
  • 35443 Views

ดอกไม้จากปลายมีด : Rakdok talk

  • RakDok Talk
  • งานแกะสลักไทย
  • 127 Views

รวมเมนูเด็ดบำรุงต้นไม้ที่หาได้จากในครัว